fbpx

ใครไม่อยากตาบอด ต้องอ่าน!!

By สิงหาคม 16, 2019 สุขภาพ

พฤติกรรมการใช้สายตาอย่างหนักของคนยุคนี้
นับเป็นพฤติกรรมที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จึงทำให้หลายคนปล่อยปละละเลย
จึงทำให้ในปัจจุบัน 4 โรคทางตาที่คนไทยนิยมเป็นมากที่สุด คือ โรคต้อกระจก
โรคทางจอประสาทตา โรคต้อหิน และโรคความผิดปกติทางสายตา
ซึ่งเมื่อก่อนโรคจอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่มักจะพบในผู้สูงอายุ
แต่ปัจจุบันเริ่มพบเจอมากขึ้นในวัยทำงานแล้ว
และโรคจอประสาทตาเสื่อมจะนำไปสู่ตาบอดได้อย่างไร มาดูกัน!
โรคจอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่จอประสาทตาในบริเวณจุดภาพชัด (Macula)
เกิดการเสื่อม ส่งผลให้ผู้ที่ป่วยโรคนี้มีสายตาเลือนรางหรือตาบอด
ซึ่งแต่ละคนมีระยะการเสื่อมที่ต่างกัน บางคนอาจเกิดการเสื่อมขึ้นอย่างช้าๆ
จนแทบไม่รู้สึกว่าผิดปกติ
ในขณะที่บางคนอาจเกิดการเสื่อมของจอประสาทตาอย่างรวดเร็ว
อันเป็นผลจากการที่สังคมไทยในยุคนี้ มีพฤติกรรมการใช้สายตาที่มากจนเกินไป

นายแพทย์ธีรวีร์ หงษ์หยก
ประธานคณะอนุกรรมการข่าวสารสัมพันธ์เพื่อประชาชน
ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
ได้เผยถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคทางตาเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
หรือตาบอดก่อนวัยอันควร คือ
1. การติดเชื้อที่กระจกตา ผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา ตามัว น้ำตาไหล
มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา เปลือกตาบวม และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้
ซึ่งเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ และหากไม่รีบรักษาตั้งแต่เริ่มต้น
จุดขาวที่เกิดขึ้นจะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา
ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่ดวงตา เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก
ไปจนถึงตาบอด
2. โรค Computer Vision Syndrome คือโรคที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์
โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินความจำเป็น
แสงสะท้อนจากหน้าจอต่างๆ เข้าสู่สายตาโดยตรง ทำให้ปวดตา ตาแห้ง แสบตา
แพ้แสง หรือตามัว ปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ ส่งผลให้เกิดโรคต้อกระจก
โรคทางจอประสาทตา โรคต้อหิน และโรคความผิดปกติทางสายตาได้
ถ้าเราไม่อยากตาบอด หรือเป็นโรคทางตา เมื่อรู้สึกว่าเราเริ่มใช้สายตาหนักเกินไป
ให้พักสายตาด้วยการกะพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอ
และการพักสายตาเป็นระยะตามกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที
ให้พักสายตาโดยการมองไกล 20 เมตร อย่างน้อย 20 วินาที
จะช่วยชะลอการเกิดโรคทางตาต่างๆ ได้มากขึ้น

แต่ถึงอย่างไร
การเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจะช่วยทำให้เรารักษาได้ทันท่วงที
ไปพร้อมๆ กับการรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะอาหารที่มีสารลูทีน
(Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) สูง ซึ่งจะพบได้มากในผัก และผลไม้ที่มีสีส้ม
เหลือง หรือแดง เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แตงโม แคนตาลูป
มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียว เช่น บรอคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง
นอกจากนี้การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รวมวิตามิน และสารสกัดต่างๆ
สำหรับสายตาโดยเฉพาะ อย่าง CLOVER PLUS บิลเบอร์รี แอนด์ แมรี่โกลด์
คอมเพล็กซ์ มีสารสกัดจากดอกดาวเรืองที่มีลูทีน
มาเป็นสารอาหารสำคัญของจุดรับภาพ (Macula)
ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม
ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
ทั้งช่วยบำรุงสายตาให้สามารถมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกด้วย